เริ่มต้นเล่นหุ้น หรือ เริ่มลงทุนในหุ้น คือ การที่เรานำเงินไปลงทุนในธุรกิจและได้รับผลตอบแทนเป็นเงินปันผลและส่วนต่างราคาในตอนที่เราขายหุ้น ซึ่งมีโอกาสที่เราจะได้รับผลตอบแทนสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารในสภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ (ปัจจุบันอย่างมากก็ไม่เกิน 1.50%) เพราะแม้เศรษฐกิจจะไม่ดีแค่ไหนก็ตาม ก็ยังคงมีธุรกิจที่เติบโตและสร้างผลกำไรได้อย่างมากมายอยู่ดี การเริ่มต้นเล่นหุ้นจึงเป็นทางเลือกที่ดีกว่าเอาเงินไปนอนนิ่งในธนาคารเพื่อรับดอกเบี้ยเพียงเล็กน้อย

การเริ่มต้นเล่นหุ้นจะต้องเริ่มจากการที่เรามีบัญชีหุ้นเสียก่อน ทีมงาน foxxinvest มีวิธีที่สามารถเริ่มต้นได้ง่ายๆจาก 5 Steps ดังนี้

  • Step1: เลือกโบรกเกอร์
  • Step2: เลือกประเภทบัญชีหุ้น
  • Step3: ส่งเอกสารเปิดบัญชีหุ้น
  • Step4: เลือกรูปแบบการซื้อขายหุ้น
  • Step5: เลือกหุ้นที่ต้องการลงทุน

Step1: เลือกโบรกเกอร์

     ก่อนเริ่มต้นเล่นหุ้น เราต้องเลือกเปิดบัญชีหุ้นกับโบรกเกอร์เสียก่อน เพราะเราไม่สามารถดำเนินการด้วยตนเองได้โดยตรงได้ จำเป็นต้องซื้อขายผ่านโบรกเกอร์ (Broker) เท่านั้น ซึ่งเป็นตัวกลางระหว่างตลาดหลักทรัพย์และนักลงทุน โดยโบรกเกอร์จะได้รับค่านายหน้า (Commission) ส่วนหนึ่งจากการซื้อขายหุ้นของเรา

     เราสามารถเข้าไปดูรายชื่อโบรกเกอร์ที่ให้บริการอยู่ทั้งหมดในประเทศไทยได้ที่ https://www.setinvestnow.com/th/open-account-stock-brokers แต่ละโบรกเกอร์มีบริการที่ไม่เหมือนกัน โดยหลักการในการเลือกโบรกเกอร์ที่เหมาะสมกับเราควรดูจากเรื่องต่อไปนี้

  1. ช่องทางโอนเงิน: ก่อนซื้อหุ้นเราจะต้องฝากเงินเข้าไปที่บัญชีหุ้นก่อน และหลังจากเราขายหุ้น เงินที่ได้จากการขายก็จะกลับมาอยู่ในบัญชีหุ้น หากเราต้องการนำเงินออกมาใช้ก็ต้องโอนเงินออกมาจากบัญชีหุ้นด้วย ซึ่งแต่ละโบรกเกอร์มีระยะเวลาดำเนินการที่ไม่เท่ากัน
  2. บทวิเคราะห์: ทุกโบรกเกอร์มีทีมนักวิเคราะห์หุ้นที่จะสรุปสถานการณ์ตลาด ปัจจัยที่มีผลต่อราคาหุ้น และแนวโน้มของหุ้น มาให้เราได้ศึกษาอยู่ทุกวัน แต่ละโบรกเกอร์มีบทวิเคราะห์ที่ไม่เหมือนกัน แตกต่างกันที่หลักการวิเคราะห์ รูปแบบนำเสนอ ความละเอียดของข้อมูล ความเก่งของนักวิเคราะห์
  3. ระบบซื้อขาย : ทุกโบรกเกอร์มีระบบพื้นฐานที่ใช้ส่งคำสั่งซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ที่เหมือนกัน แต่เครื่องมือเสริมที่ช่วยในการซื้อขายไม่เหมือนกัน เช่น บางโบรกเกอร์มีระบบ AI ที่ช่วยส่งคำสั่งซื้อขายแทนเรา

คำแนะนำสำหรับมือใหม่: เลือกโบรกเกอร์ที่เราสะดวกในการโอนเงินเข้าออกบัญชีหุ้น เพื่อให้เราเริ่มต้นลงทุนในหุ้นได้สะดวกที่สุดก่อน

Step2: เลือกประเภทบัญชีหุ้น

     เราจำเป็นต้องเปิดบัญชีหุ้นก่อนจึงจะสามารถเริ่มต้นเล่นหุ้นได้ ซึ่งบัญชีหุ้นเป็นคนละบัญชีกับบัญชีธนาคาร แต่ละบัญชีหุ้นแตกต่างกันที่รูปแบบการฝากเงินเขช้าบัญชีหุ้น ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 แบบด้วยกันคือ

  1. Cash Balance: คล้ายๆ Pre-Paid ฝากเงินก่อน-ซื้อทีหลัง เป็นบัญชีที่เราต้องฝากเงินสดไว้กับโบรกเกอร์ก่อน ซื้อหุ้นได้ตามยอดเงินที่เราฝากไว้ หากไม่ได้ซื้อขายก็ยังคงได้ดอกเบี้ยเสมือนฝากธนาคารออมทรัพย์ ช่วยป้องกันการซื้อขายที่เกินตัว
  2. Cash Account: คล้ายๆ Post-Paid ซื้อก่อน-ฝากเงินทีหลัง เป็นบัญชีที่เราวางเงินไว้กับโบรกเกอร์ 20% ของมูลค่าหุ้นที่จะซื้อ หลังจากซื้อเราจะต้องโอนเงินชำระเต็มจำนวนภายใน 2 วันทำการ (T+2) ทำให้เราไม่ต้องทิ้งเงินก้อนไว้ในบัญชีหุ้น
  3. Credit Balance Account: หรือเรียกว่า บัญชี Margin เป็นบัญชีที่เรากู้ยืมเงินจากโบรกเกอร์เพื่อซื้อหุ้น โดยวางหลักประกันในอัตราส่วนที่โบรกเกอร์กำหนด เสียดอกเบี้ย และวงเงินเพิ่มลดตามมูลค่าของหลักประกัน ทำให้เราสามารถลงทุนซื้อหุ้นได้มากกว่าเงินที่เรามี
ตารางเปรียบเทียบความแตกต่างของบัญชีหุ้นแต่ละประเภทสำหรับการเริ่มต้นเล่นหุ้น

คำแนะนำสำหรับมือใหม่: ควรเริ่มต้นที่ Cash Balance เพราะช่วยควบคุมการซื้อหุ้นของเราไม่ให้มากเกินกว่าเงินที่เรามี

Step3: ส่งเอกสารเปิดบัญชีหุ้น

เอกสารสำหรับการเริ่มต้นเล่นหุ้นมีดังนี้

  1. บัตรประชาชน
  2. ทะเบียนบ้าน
  3. สมุมบัญชีออมทรัพย์

โดยมีเงื่อนไขว่าผู้ที่เปิดบัญชีต้องมีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์

Step4: เลือกรูปแบบการซื้อขายหุ้น

     เมื่อเราเปิดบัญชีหุ้นสำเร็จแล้ว เราก็ต้องรู้จักรูปแบบการซื้อขายหุ้นก่อน ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลักๆ คือ

1. ซื้อขายผ่านมาร์ (Marketing) หรือ ผู้ที่ช่วยดูแลบัญชีเรานั้นเอง ซึ่งจะเป็นผู้ส่งคำสั่งซื้อขายหุ้นแทนเรา และสามารถให้ความคิดเห็น ตอบคำถามที่เราสงสัย แนะนำหุ้นที่น่าสนใจให้เราได้ แต่ก็มีค่า Commission ที่สูงกว่า

ค่า Commission: ประมาณ 0.25%

ข้อดี : มีคนให้คำปรึกษาและคำแนะนำในการซื้อขายหุ้น ลดความเสี่ยงการใส่ข้อมูลคำสั่งซื้อผิด
ข้อเสีย : ค่า Commission แพงว่าการซื้อขายแบบออนไลน์ด้วยตัวเอง

2. ซื้อขายผ่านออนไลน์ด้วยตนเอง คือ การที่เราเป็นคนสร้างคำสั่งซื้อขายหุ้นด้วยตนเอง สามารถเปลี่ยนแปลงคำสั่งซื้อขายได้รวดเร็วและสะดวก

ค่า Commission : ประมาณ 0.075% – 0.20% (ขึ้นอยู่กับโบรกเกอร์และยอดที่ซื้อขาย)

ข้อดี : ค่า Commission ถูกว่าการซื้อขายผ่านมาร์
ข้อเสีย : ไม่มีผู้ที่ให้คำปรึกษาการซื้อขายหุ้น และมีโอกาสส่งคำสั่งซื้อขายที่ผิดพลาดได้

คำแนะนำสำหรับมือใหม่ : ช่วงเริ่มต้นอาจจะเริ่มซื้อขายผ่านมาร์ก่อน เพื่อให้มีคนช่วยให้คำแนะนำกับเรา หลังจากที่เราเริ่มมีประสบการณ์สูงขึ้นและเข้าใจตลาดหุ้นมากขึ้นแล่ว อาจจะเปลี่ยนไปซื้อขายผ่านออนไลน์ด้วยตนเอง เพื่อลดค่า Commission ให้ถูกลง

Step5: เลือกหุ้นที่ต้องการลงทุน

     หุ้นที่ดีจะทำให้เราได้รับผลตอบแทนที่ดีเมื่อเราซื้อในจังหวะราคาที่ดี แต่ถ้าเราเลือกหุ้นผิดตัวก็ทำให้เราขาดทุนได้ เราจึงควรเรียนรู้ศึกษาหุ้นที่เราจะซื้อให้เข้าใจเสียก่อนเริ่มต้นเล่นหุ้น การเลือกหุ้นในจังหวะที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจที่ราคาหุ้นที่ดีอยู่ในจุดที่เราจะได้รับผลตอบแทนมากมีหลักการจากดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ดังนี้

  1. รายได้ไม่ลด
  2. กำไรไม่ลด
  3. หนี้ไม่มี
  4. ความเสี่ยงต่ำที่จะเกิดความต้องการสินค้าน้อยลง
  5. ราคาต่ำแต่จ่ายปันผลสูง
  6. มีจุดแข็งทางด้านการตลาด โดยมี Market Share เป็นอันดับ 1 และเป็นผู้นำอย่างโดดเด่นซึ่งทิ้งห่างจากอันดับ 2

คำแนะนำสำหรับมือใหม่ : ลองศึกษาหาความรู้ในหุ้นที่เราสนใจ และวิเคราะห์ด้วยตัวเอง จากนั้นทดลองซื้อขายหุ้นผ่าน Click2Win คือ โปรแกรมลงทุนหุ้นจำลองที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้พัฒนาขึ้น เมื่อเรามั่นใจและเข้าใจเรื่องหุ้นมากขึ้นแล้ว ค่อยเริ่มซื้อขายจริง ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://click2win.settrade.com/

ทิ้งท้าย: ปัจจุบันสามารถเปิดบัญชีหุ้นโดยด่วนผ่านทางออนไลน์ได้ง่ายๆผ่านมือถือ ดูรายละเอียดโบรกเกอร์ที่มีบริการเปิดบัญชีหุ้นด่วนได้ที่ https://www.setinvestnow.com/th/open-account-stock-eopen